บอกเล่าเก้าสิบ | เรื่องเล็กน้อย | ไม้นิยม | กระดานกลางสวน | บ้านคนสวน | หน้าแรก   
 
     
         



















ไม้หอม

กรรณิการ์
ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific Name ):Nyctanthes arbor-tristis L.
ชื่อวงศ์ ( Family Name ):VERBENACEAE
ชื่ออื่นๆ ( Other Name ):กณิการ์ กรณิการ์
ลักษณะทั่วไป เป็นพุ่มไม้ขนาดเล็ก สูง 2 เมตร มีขนตามกิ่ง
ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ใบรูปไข่ กว้าง 2-6 เซนติเมตร ยาว 4-10 เซนติเมตร มีขนแข็งตามแผ่นใบ

จุดเด่นของดอก ช่อดอกสีขาว ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ แต่ละช่อมี 3-7 ดอก ที่ก้านช่อดอกมีใบประดับเล็ก ๆ 1คู่ ดอกย่อยไม่มีก้านดอก แต่ละดอกมีใบประดับ 1 ใบ กลีบดอกโคนติดกันเป็นหลอดสีแสดยาว 1.5 เซนติเมตร ปลายหลอด แยกกันเป็นกลีบสีขาว 5-8 กลีบ ดอกดกและมีกลิ่นหอมมากในช่วงพลบค่ำ

การขยายพันธุ์และการปลูกเลี้ยง ขยายพันธุ์โดยปักชำและตอนกิ่ง การปลูกด้วยกิ่ง ตอนลงในกระถาง พบว่าออกดอกได้ดี ชอบที่ร่มรำไรและมี ความชุ่มชื้นพอควร การปลูกในสภาพแห้งแล้ง พบว่าไม่ค่อยออกดอก

การใช้ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ปลูกเป็นพุ่มเป็นกลุ่ม มีดอกดกและกลิ่นหอม และปลูกเป็นพืชสมุนไพร

เข็มหอม
ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific Name ):Ixora finlaysonia wall. ex 6. Don
ชื่อวงศ์ ( Family Name ):RUBIACEAE
ชื่อสามัญ (Common Name ):siamese white Ixora
ชื่ออื่นๆ ( Other Name ):เข็มพวงขาว
ลักษณะทั่วไป ไม้พุ่มสูง 1-3 เมตร สำต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งใกล้ผิวดินจำนวนมาก แต่ละต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางของ ลำต้น 1-2 เซนติเมตร เปลือกสีดำหรือม่วงเข้ม

ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ใบรูปรีแกมขอบขนาน หน้าใบมัน มีสีเขียวเข้ม ลังใบสีอ่อนกว่าและ เห็นเส้นใบชัดเจน

จุดเด่นของดอก ช่อดอกสีขาว ออกที่ปลายยอด มีเส้นผ่าศูนย์กลางช่อดอก 8-18 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงสีเขียวรูปถ้วย ปลายแยกเป็นกลีบ โคนกลีบดอก เชื่อมติดกันเป็น หลอดเล็ก ๆ ยาว 2.5-3 เซนติเมตรปลายหลอดมีกลีบแยกจากกันเป็น 4 กลีบ แต่ละกลีบรูปไข่กว้าง 0.3 เซนติเมตร ยาว 0.6 เซนติเมตร เมื่อดอกบานมีเส้น ผ่าศูนย์กลาง 1.2-2 เซนติเมตร ดอกย่อยภายในช่อดอก เดียวกันบานในเวลาใกล้เคียงกัน ดอกที่บานใหม่ ๆ จะมีสีขาว บริสุทธิ์ เมื่อใกล้โรยจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ดอกมีกลิ่น หอม ออกดอกตลอดปี

ผล เป็นรูปกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8 เซนติเมตร มีเนื้อนุ่ม เมื่อผลแก่มีสีดำ ผลแก่ตลอดปี

การขยายพันธุ์และปลูกเลี้ยง ขยายพันธุ์โดยเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง หรือตอนกิ่ง พบว่าออกรากได้ง่าย ปลูกเลี้ยงและบำรุงรักษาได้ง่าย ทนทาน มีอายุยืนนานหลายปี ชอบดินที่มีความชื้นสูงและชอบแดดจัด ต้นที่ปลูกในที่มีแสงน้อยหรือได้รับร่มเงาของต้นไม้
อื่น จะมีกิ่งยืดยาวและไม่ค่อยออกดอก เหมาะที่จะปลูกเป็นไม้พุ่มหรือไม้ที่ตัดแต่งเป็นพุ่ม รูปทรงต่าง ๆ ปลูกตาม ขอบแนวถนนหรือปลูกเป็นรั้วและตัดแต่งเป็นแนวยาวตามถนน

การใช้ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ประดับพุ่ม แนวรั้วและเป็นไม้ดอกหอมที่มีดอกดกตลอดปี

กระทิง

ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific Name ):Calphyllum inophyllum L.
ชื่อวงศ์ ( Family Name ):GUTTIFERAE
ชื่อสามัญ (Common Name ):Alexandrian Laurel, Indian Laurel
ชื่ออื่นๆ ( Other Name ):กากะทิง(ภาคกลาง) ทิง(กระบี่) เนาวกาน(น่าน) สารภีทะเล(ประจวบคีรีขันธ์)


ลักษณะทั่วไป ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 6-20 เมตร เรือนยอดแผ่กว้างเป็นพุ่มกลมแน่นทึบ ลำต้นมักคดงอ เปลือกสีน้ำตาลปนเทาค่อนข้างเรียบ ทุกส่วนมียางสีเหลืองอมเขียว

ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ใบรูปรีแกมรูปไข่กลับ กว้าง 4-6 เซนติเมตร ปลายใบกลม หรือเว้าเล็กน้อย โคนใบสอบ ใบหนาแข็ง เส้นใบถี่และขนานกัน (ใบคล้ายสารภี แต่ใหญ่กว่า ใบเป็นมัน และเส้นใบขนานกัน เห็นชัดกว่า)

จุดเด่นของดอก ช่อดอกสีขาว ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อหนึ่งมี 6-10 ดอก ก้านดอกสีขาวยาว 2-2.5 เซนติเมตร มีกลีบดอก 5-6 กลีบ รูปไข่ปลายแหลม กลีบดอกงองุ้มโค้งเข้าหากัน มีเกสรเพศผู้สีเหลืองเข้มจำนวนมาก ช่วยเน้นให้ดอก มีสีเด่นชัดเจน ดอกบานมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เซนติเมตร เมื่อใกล้โรยเกสรเพศผู้จะเปลี่ยนเป็น สีน้ำตาล ดอกบานไม่พร้อมกัน ดอกตูมมักอยู่ที่ปลายช่อดอก เมื่อบานเต็ม ที่กลีบดอกจะบาน แผ่โค้งออก มีกลิ่นหอมออกดอกตลอดปี


ผล เป็นรูปกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียวและเมื่อแก่สีน้ำตาล แห้ง ผิวย่น แต่ละผลมี 1 เมล็ด

การขยายพันธุ์และปลูกเลี้ยง ขยายพันธุ์โดยเพาะเมล็ด จะได้ต้นกล้าที่มีความแข็งแรง และเจริญเติบโตได้ดี เป็นไม้ที่ทนต่อไอน้ำเค็ม และลมทะเล จึงนิยมปลูกตามบ้านพักริมทะเล

การใช้ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ประดับโชว์ทรงพุ่ม ไม้ให้ร่มเงาตามริมถนนและในแปลง กลางแจ้งทั่วไป มีดอกหอม


บุหงาแต่งงาน

ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific Name ):Friesodielsia sp.
ชื่อวงศ์ ( Family Name ):ANNONACEAE
ลักษณะทั่วไป ไม้พุ่มรอเลื้อย ลำต้นเลื้อยไปได้ไกล 4-6 เมตร เปลือกสีน้ำตาลเข้ม เนื้อไม้เหนียว

ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับสองด้านในระนาบเดียวกันของกิ่ง ใบรูปหอกกลับแกมขอบขนาน กว้าง 4-8 เซนติเมตร ยาว 8-15 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ หลังใบมีขนสาก

จุดเด่นของดอก เป็นดอกเดี่ยวสีเหลือง ออกตามลำต้น กิ่ง หรือซอกใบ กลีบดอกมี 6 กลีบ เรียงเป็นสองชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบชั้นในเรียงอัดเป็นรูปสามเหลี่ยม กลีบชั้นนอก รูปขอบขนาน กว้าง 0.5-1 เซนติเมตร ยาว 4-6 เซนติเมตร กลีบบิดเล็กน้อย เรียงตัวอยู่เป็น สามด้าน ขณะเป็นดอกอ่อนมี สีเขียว เมื่อดอกบานกลีบดอกชั้นนอกกางออกมีสีเหลือง ส่วนกลีบดอกชั้นในมีสีส้มหรือสีน้ำตาลอมส้ม ส่งกลิ่นหอมตั้งแต่ช่วงบ่ายและหอมมาก ในช่วงพลบค่ำ หากเก็บดอกไว้ในที่อับ อากาศจะมีกลิ่นหอม รุนแรงมาก ออกดอกตลอดปี


ผล เป็นกลุ่ม มี 8-12 ผล รูปทรงกระบอก ยาว 1.5-2 เซนติเมตร แต่ละผลมี 1-2 เมล็ด ผลอ่อน สีเขียว เมื่อแก่มีสีแดงผลแก่ตลอดปี

การขยายพันธุ์และปลูกเลี้ยง ขยายพันธุ์โดยเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง การเพาะเมล็ดควรเลือกผล ที่แก่เป็นสีแดง ใช้เวลาเพาะเมล็ด หนึ่งเดือน ก็เริ่มงอก ในช่วงแรก ต้นกล้าเจริญเติบโตช้ามาก ต้องบำรุงรักษาเป็นเวลาสามปีจึงออกดอก ควรใช้วิธีการตอนกิ่ง ซึ่งใช้เวลาตอนประมาณ สองเดือนจึงออกราก เหมาะลงแปลงกลางแจ้ง จะมีลักษณะ เป็นพุ่มได้ดี หากปลูกในที่ร่ม รำไรจะแตกกิ่งยืดยาว ชอบดินที่ชุ่มชื้นและระบายน้ำดี

การใช้ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้พุ่มประดับ มีดอกดกและดอกหอม

แก้ว

ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific Name ):Murraya paniculata (L.) Jack.
ชื่อวงศ์ ( Family Name ):RUTACEAE
ชื่อสามัญ (Common Name ):Orange Jessamine Satin-Wood, Cosmetic
Bark Tree
ชื่ออื่นๆ ( Other Name ):แก้วขาว(กลาง) แก้วขี้ไก่(ยะลา) แก้วพริก ตะไหลแก้ว(เหนือ)
แก้วลาย(สระบุรี) จ๊าพริก(ลำปาง)

ลักษณะทั่วไป เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงถึง 10 เมตร เปลือกแตกเป็นร่องตามยาว และมักบิดเวียน ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 5 - 9 ใบเรียงสลับจากเล็กไปหาใหญ่ ใบรูปรี กว้าง 1.5 - 4 เซนติเมตร ยาว 2 - 10 เซนติเมตร แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมันที่ใบ ป็นมัน ที่ใบมีต่อมน้ำมัน

จุดเด่นของดอก ช่อดอกสีขาว ดอกออกเป็นข่อดอกสั้นๆ ตามซอกใบ ช่อละ 2 - 3 ดอก ก้านดอกยาว 0.5 - 1.0 เซนติเมตร กลีบเลื้ยงสีเขียวขนาดเล็กมี 5 แฉก ติดอยู่ทนจนถึงเป็นผล กลีบดอกมี 5กลีบ รูปรี กว้าง 0. 5เซนติเมตร ยาว 1.0 -1.5 เซนติเมตร ปลายกลีบมน หรือเรียวแหลม บานเวลากลางคืน ขณะที่ บานกลีบดอกม้วนออกและร่วงง่าย ดอกมีกลิ่นหอมมากในช่วงเวลาตอนกลางคืน ดอกออกตลอดปี มีดอกดกในช่วงต้นและ กลางฤดูฝน

ผล เป็นรูปรี ยาว 1 เซนติเมตร เมื่อแก่เปลือกมีสีแดงอมส้ม แต่ละผลมี 1 - 2เมล็ด


การขยายพันธ์และการปลูกเลี้ยง ขยายพันธุ์โดยเพาะเมล็ด และตอนกิ่งแต่ในปัจจุบันนิยม การตอนกิ่ง เนื่องจากออกรากได้ง่าย ใช้เวลา เพียง 1 เดือน รากมีจำนวนมาก และแข็งแรงเมื่อตัดไปปลูกชำก็ไม่ค่อยเหี่ยวเฉา การปลูกในที่ร่มรำไร พบว่าจะมีความสูง อย่างรวดเร็ว ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันแต่ไม่ค่อยมีดอก ในขณะที่ปลูกกลางแจ้งพบว่า จะมีทรงพุ่มกลมสวยงามและมีดอกดก

การใช้ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ โชว์ทรงพุ่มนิยมปลูกตามข้างทาง ข้างถนน และตัดเป็นรั้ว ตัดแต่งเป็นรูปสัตว์ หรือปลูกเป็นแปลง แล้วตัดให้แตกกิ่งแน่นทึบ เพื่อใช้คลุมพื้นดิน

หมายเหตุ แก้วแคระมีลักษณะเหมือนแก้วธรรมดา ทุกประการเพียงแต่ย่อขนาดเล็กลง จึงเหมาะที่ จะปลูกเป็นไม้กระถางมาก

เขี้ยวกระแต

ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific Name ): Psilanthus bengalensis
(Roem.& Schult) J. Leroy
ชื่อวงศ์ ( Family Name ):RUBIACAE
ลักษณะทั่วไป เป็นไม้พุ่มเตี้ยสูงประมาณ 1 เมตร แตกกิ่งจำนวนมาก ที่ใกล้พื้นดิน ลำต้นและกิ่งมีเส้นผ่าศูนย์ กลาง 0.2 - 0.4 เซนติเมตร กื่งกรอบหักง่าย

ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามเป็นคู่ใบรูปไข่ กว้าง 3 - 5 เซนติเมตร ยาว 5 - 8 เซนติเมตร
ปลายใบแหลมโคนใบสอบ ใบสีเขียวเข้มเป็นมันก้านใบยาว 0.8เซนติเมตร

จุดเด่นของดอก เป็นดอกเดี่ยวมีสีขาว ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงสีเขียวรูปถ้วย โคนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดสีขาวยาว 1 - 2เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 4 กลีบ แต่ละกลีบกว้าง 0.2 - 0.3 เซนติเมตร ยาว 1.5 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางดอก3 - 3.5 เซนติเมตร ดอกบานและส่งกลิ่นหอมแรงในช่วงกลางคืน หอมอ่อนในเวลากลางวัน ออกดอกตลอดปี แต่ดอกดกในช่วง กุมภาพันธ์

การขยายพันธุ์และการปลูกเลี้ยง ขยายพันธุ์โดยการปักชำและตอนกิ่ง การตอนกิ่งโดยวิธีควั่น จะหักง่าย เนื่องจากกิ่งเล็กและเปราะ ตึงควรมัดกิ่งกับหลัก หรือผูกโยงด้วยเชือกกันกิ่งหัก การตอนกิ่งโดยวิธีปาดหรือกรีด ให้เป็นแผล ยาวจะให้ผลดีขึ้น ส่วนการปักชำควรใช้กิ่งที่ยาง ประมาณ 10 - 15เซนติเมตร ปักชำในทรายผสมขี้เถ้าแกลบและวางกะบะปักชำในกระโจม พบว่าออกรากได้ดีขึ้นเหมาะที่จะปลูกลงกระถางหรือลงแปลงในที่ร่มรำไร

การใช้ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ประดับ ไม้พุ่มเตี้ย และมีดอกแข็งแรง


ไข่ดาว

ชื่อพฤษศาสตร์ (Scientific Name ): Oncoba seinosa Sorssk
ชื่อวงศ์ ( Family Name ): FLACOURTIACEAE
ลักษณะทั่วไป เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 2 - 3 เมตร
ใบ เป็นใบเดียว เรียงสลับใบรูเรียว กว้าง 3 - 4 เซนติเมตร ยาว 4 - 7 เซนติเมตร ปลายใบ แหลม โคนใบมีใบแหลม ขอบใบมีจักละเอียด เส้นใบเป็นรอยลึก แผ่นใบหนาแข็งเป็นมัน

จุดเด่นของดอก เป็นดอกเดี่ยวสีขาวออกที่ปลายยอด กลีบดอกบางกลม หรือรูปไข่ กว้างและยาว 2 - 3 เซนติเมตร ขอบกลีบหยักเป็นคลื่น ปลายกลีบบานโค้งงุ้มเข้าหากันมี 5 กลีบ ตรงกลางดอกมีเกสรเพศผู้ เป็นเส้นเล็กๆจำนวนมาก รวมเป็นกระจุกสีเหลือง มีเกสรเพศเมียอยู่ตรงกลาง 1 อัน มีเส้นผ่าศูษย์กลาง 6 - 8 เวนติเมตร กลิ่นหอมอ่อนๆดอกออกตลอดปี

การขยายพันธ์และการปลูกเลี้ยง ขยายพันธ์โดยเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง ในการปลูกเลี้ยง โดยทั่วไป นิยมการตอนกิ่ง มากกว่า เนื่องจาก ตอนได้ไม่ยากนัก ใช้เวลา 4 - 6 สัปดาห์ก็ออกรากตัดนำไปปลูกชำได้ ในช่วงแรกกิ่งชำจะเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้น และออกดอกได้รวดเร็ว ต้นไข่ดาวชอบอยู่ในที่ร่มรำไรชอบดินชื้น แต่ระบายน้ำดี เมื่อตัดแต่งทรงพุ่มแล้วจะแตกกิ่งมากแลดูเป็นพุ่มกลมกิ่งกระโดงที่แตกออกมาใหม่ จะให้ดอกที่ใหญ่ขึ้น

การใช้ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ประดับทรงพุ่มที่มีดอกสวยงามและมีกลิ่นหอม


 
 










( 08/01/07 )

 
ทดลองลงโฆษณาฟรีได้
ติดต่อลงโฆษณาสินค้า
คลิ๊กที่นี่
บอกเล่าเก้าสิบ | เรื่องเล็กน้อย | ไม้นิยม | กระดานกลางสวน | บ้านคนสวน | หน้าแรก
© WorldPlantCenter.com, All Rights Reserved
contact : webmaster@worldplantcenter.com